บทที่ 9 4/1
ถึงแม้นว่าเมื่อเช้านี้จะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นที่วังวงศ์วริศธารา แต่เพชรพรรณารายก็เลือกที่จะมาทำงานที่โรงพยาบาลดังเช่นทุกครั้ง เพราะเขาไม่อยากที่จะทิ้งผู้ป่วยมากมายเอาไว้ด้านหลัง หากว่าเขาลางานไปแพทย์คนอื่น ๆ ก็ต้องทำงานหนักมากยิ่งขึ้น
กระนั้นเพียงย่างก้าวเข้ามายังเขตโรงพยาบาลเพชรพรรณารายก็เริ่มเห็นอะไรแปลก ๆ ขึ้นมาทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาเพียงรู้สึกว่ามีคนมองอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับมองเห็นพวกเขาเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน ดวงตาสีเปลือกไม้เบิกกว้างคล้ายกำลังตกใจกับอะไรบางสิ่งบางอย่าง สายตาคมจับจ้องไปยังด้านหลังมุมตึก ๆ หนึ่งของโรงพยาบาล ก่อนจะรู้สึกสะอิดสะเอียดจนอยากจะอาเจียนออกมา
“ไฮไอ้คุณชายทำไมวันนี้ถึงมาเลทได้วะ” ชายหนุ่มร่างสูงในชุดของแพทย์ประจำโรงพยาบาลเดินมากอดคอของเพชรพลางเอ่ยถามขึ้น
เพชรพรรณารายสะดุ้งเฮือก ทว่าสายตาของนิลกาฬหนุ่มก็ยังคงจับจ้องอยู่ที่กลุ่มก้อนสีดำขนาดใหญ่ที่กำลังรุมกินซากอะไรบางอย่างอยู่
ทีปกร มองตามสายตาของเพื่อนสนิทพลันต้องหยุดชะงัก เมื่อสิ่งที่เขาเห็นคือเหล่าสัมภเวสีนับสิบตนกำลังรุมกินซากเน่าเปื่อยของเศษอาหารตรงกองขยะ ราวกับฝูงแมลงวันที่กำลังรุมทึ้งสิ่งเน่าเหม็น ทีปกรรู้สึกแทบจะอาเจียนออกมาเสียเดียวนั้น หากแต่เขาก็ยังมีสติที่จะลากเพชรพรรณารายออกมาจากสถานการณ์บ้า ๆ เช่นนั้น
“กรเราเห็น...”
“มึงอย่าทัก”
เพชรพยักหน้างึก ๆ อย่างเชื่อฟังเพราะเพื่อนคนนี้ของเขาก็พอจะมีของดีอยู่บ้าง ใช่ถึงจะเรียนแพทย์มาด้วยกันแต่เพชรพรรณารายก็เห็นว่าทีปกรก็เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติเหล่านี้มาตั้งแต่เขาเริ่มจะรู้จักกับอีกฝ่าย
สมัยที่ยังเรียนอยู่ทีปกรเป็นคนเดียวที่เข้ามาคุยกับเขา ในขณะที่นักศึกษาแพทย์คนอื่น ๆ ตีตัวออกหาก แต่ประโยคที่เพทายหนุ่มทักเขาเห็นจะไม่น่าฟังเสียเท่าไรนัก
‘กูเห็นผีตามติดมึงวะ มึงไปทำอะไรใครไว้วะ’
หลังจากนั้นเพชรก็มีเพื่อนคนนี้คอยช่วยเหลือมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ทีปกรเป็นคนเก่งและพอจะมีของดีและวิชาติดตัวอยู่บ้างเพชรจึงอุ่นใจทุกครั้งที่อยู่ใกล้เขา โชคดีที่เรียนจบมาทีปกรเลือกที่จะมาทำงานที่เดียวกับเขาเพราะเจ้าตัวบอกว่าจะไม่ยอมทิ้งเขาให้เผชิญกับผีพวกนั้นตามลำพังเด็ดขาด ตลอดหลายปีมานี้เพชรจึงได้เพื่อนคนนี้ช่วยเหลือใน
ทุก ๆ ครั้งที่เขาเจอสิ่งลี้ลับเหล่านั้น
“มึงเริ่มเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่ หมายถึงว่ามึงเริ่มเห็นตั้งแต่เมื่อไหร่” น้ำเสียงเคร่งขรึมถามออกมาหลังจากที่เขาพาตัวของเพชรเข้ามายังห้องพักแพทย์ได้สำเร็จ
“วันนี้ เห็นมาตลอดทางเลย” เพชรเอ่ยตอบเสียงเบาหวิวราวกับว่าสติของเขาได้ล่องลอยไปไกลแสนไกล
“ไอ้เพชรมึงตั้งสติ” ทีปกรเขย่าร่างของเพื่อนสนิทอย่างแรงหวังให้อีกฝ่ายได้สติกลับมา
“มึงได้ไปรับของหรืออะไรจากใครมาหรือเปล่า”
เพชรพรรณารายขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ของอย่างนั้นหรือเห็นจะมีแต่สิ่งนั้น “ผ้ายันต์”
“ยันต์อะไรของมึง” ทีปกรถามด้วยความแปลกใจ เพราะเขาเคยย้ำนักย้ำหนาว่าอย่ารับอะไรจากคนแปลกหน้าหรือใครทั้งนั้น โดยเฉพาะพวกเครื่องรางของขลังเพราะเราไม่รู้เลยว่ามันจะเป็นของขลังจริง ๆ หรือจะเป็นของที่กลับมาทำร้ายเรา
“คู่หมั้นเราให้มา” เพชรตอบเสียงเรียบ
“คู่หมั้น!” ทีปกรเผลอเสียงดังออกมา
“อือ” เพชรพยักหน้าตอบรับ จะเรียกว่าคู่หมั้นได้ไหมนะ เพราะอีกหนึ่งสัปดาห์เขาและพ่อครูสิงห์จะต้องแต่งงานกันแล้ว
“เดี๋ยว ๆ ไอ้คุณชายเพชรพรรณารายมึงไปมีคู่หมั้นตั้งแต่ตอนไหนวะ ทำไมกูไม่เห็นจะรู้เรื่องเลยสักนิด”
“เมื่อวาน อือลืมบอกไปเลย เรากำลังจะแต่งงานนะกร” เพชรว่าออกมา ยิ่งทำให้ทีปกรงงงวยเข้าไปกันใหญ่ ไม่เจอกันวันเดียวเพื่อนของเขาไปมีคู่หมั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
“ท่านพ่อหามาให้” เมื่อเห็นว่าเพื่อนทำหน้าไม่เข้าใจเพชรจึงอธิบายต่อ
“เออช่างหัวคู่หมั้นมึงก่อน แต่มึงไปรับของเขามาได้อย่างไร กูเคยบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่ารับอะไรจากใครสุ่มสี่สุ่มห้า”
“แต่เขาเป็นคู่หมั้นของเรา” เพชรเผลอพูดออกมาเสียงดังอย่างลืมตัว นิลกาฬหนุ่มจึงรีบเอามือปิดปากตนเองในทันที
ทีปกรถอนหายใจ บทจะฉลาดก็ฉลาดเป็นกรด พอบทมันจะโง่มันก็โง่เป็นกรดเช่นกัน เขาละปวดหัวกับเพื่อนคนนี้จริง ๆ แต่ก็เอาเถิด ใครใช้ให้พวกเขาคบหากันอยู่สองคนล่ะ
“แล้วหลังจากที่มึงรับผ้ายันต์ผืนนั้นจากเขามามึงรู้สึกอย่างไรบ้าง ไหนบอกกูมาสิ”
“ก็รู้สึกดี ดีมากทีเดียว เมื่อคืนเราไม่ได้ฝันร้ายอีกแล้วนะ หลับสบายมากเลย” เพชรบอกด้วยรอยยิ้ม หากว่าเขาไม่ได้ผ้ายันต์ผืนนั้นมาติดที่หัวเตียงเมื่อคืนเขาก็คงต้องฝันร้ายอีกแน่ มันเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่วันเกิดอายุครบยี่สิบสี่ปีของเขาเมื่อหนึ่งเดือนก่อนความฝันที่เลือนรางตั้งแต่เยาว์วัยก็เริ่มจะเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ
“แล้วอย่างไรต่อ”
“แต่เมื่อเช้าเรา...” เพชรไม่อยากพูดถึงมันอีก
“แต่อะไรของมึงวะรีบพูดมาสิ”
“แต่เมื่อเช้าเราถูกมันสิง เผลอทำร้ายพี่ชายใหญ่ไปด้วย” เพชรว่าเสียงเศร้าเพราะเรื่องนี้ทำให้ทั้งพี่ชายใหญ่และแม่นมอรเริ่มจะกลัวเขาขึ้นมา
“แต่พ่อครูสิงห์มาช่วยไว้ทัน” เขาเล่าต่อ
ทีปกรขมวดคิ้ว “พ่อครูสิงห์หรือวะ” ชื่อนี้ช่างคุ้นเคยนักแต่คงเป็นไปไม่ได้หรอกพ่อครูของเขาบอกจะไปหาคู่หมั้นนิ แต่เอ๊ะ(?) ประเดี๋ยวนะ เพชรมันก็บอกว่ามันเจอคู่หมั้นเมื่อวาน อย่าบอกนะว่า...
“ใช่พ่อครูสิงห์ สิงหเรศ” เพชรว่า
ชัดเลย คนเดียวกันกับพ่อครูที่เขาเคารพนับถือ พ่อครูนะพ่อครูเหตุใดจึงไม่บอกกันก่อนว่าคู่หมั้นที่ว่านั้นคือไอ้คุณชายเพชรพรรณารายแห่งวังวงศ์ริศธารา ไม่เช่นนั้นเขาจะรีบพาพ่อครูมาทำความรู้จักกับมันเลยล่ะ
“มีอะไรหรือเปล่ากร ทำไมทำหน้าแบบนั้น”
“ครูหมั้นมึงเป็นหมอธรรมแล้วชื่อสิงหเรศใช่ไหม”
“อือ กรมีกระไรกับเขาหรือเปล่า หรือว่ากรรู้จักเขาหรือ”
“กูยิ่งกว่ารู้จักเสียอีก ก็คนนี้แหละคือพ่อครูของกู”
“ทำหน้าตกใจอะไรของมึง ตลก” กรว่าขำ ๆ
“ก็เราคิดว่าพ่อครูของกรจะต้องเป็นคนมีอายุเสียอีกแต่เขาดูยังหนุ่มอยู่เลย”
ทีปกรหัวเราะน้อย ๆ ให้กับคำตอบของเพชร “เป็นอย่างไรพ่อครูกูหล่อไหมล่ะ”
“หึ เราหล่อกว่าตั้งเยอะ” เพชรว่าออกมาขำ ๆ เขาไม่ได้สนใจหรอกว่าอีกฝ่ายจะมีหน้าตาเช่นไร ก็แค่ขอให้คนที่มาแต่งงานกับเขาไม่ใช่หมอผีแก่ชรา หัวขาวโพลนก็พอแล้ว
แต่ลองคิดดูดี ๆ แล้วพ่อครูสิงห์ก็หน้าตาดีเช่นกัน พ่อครูสิงห์ถึงแม้ภายนอกจะดูเย็นชาไปบ้าง ทว่ากลิ่นกายกลับหอมหวานจนชวนหลงใหลราวกับกลิ่นของดอกจันทน์กะพ้อผสานกับกลิ่นธูปหอม อีกทั้งใบหน้าหล่อเหลายังดูคมคายทว่าก็ดูสะอาดหมดจดเช่นเดียวกัน ริมฝีปากบางดั่งทับทิมสุก ร่างกายหรือก็ดูกำยำล่ำสัน ทุก ๆ อย่างที่ปรากฏบนเรือนกายของพ่อครูสิงห์นั้นดูงดงามและน่านับถือในคราวเดียวกัน
“งั้นต่อไปนี้มึงก็เป็นอาจารย์หญิงกูล่ะสิ”
“คงงั้น” เพชรตอบรับอย่างไม่คิดที่จะปฏิเสธเลยสักนิด ถึงเขาและพ่อครูสิงห์จะเป็นนิลกาฬเช่นเดียวกันแต่เพชรก็รู้สถานะของตนดีเมื่อแต่งงานกับอีกคนไปแล้วเขาก็คงต้องเป็นภรรยาอย่างเลี่ยงไม่ได้
“แบบนั้นมึงไม่ต้องกลัวแล้วแหละว่าผ้ายันต์ผืนนั้นจะเป็นของไม่ดี”
“แต่เราเห็น...”
“ผ้ายันต์พ่อครูกูอะศักดิ์สิทธิ์สุดแล้ว มึงเชื่อใจได้” ทีปกรยืนยันเสียงหนักแน่นพลางตบเข้าที่ไหล่ของเพชรพรรณารายเบา ๆ
เพชรกำลังจะอ้าปากถามว่าเขาเห็นวิญญาณพวกนั้นได้อย่างไร ทว่ากลับมีพยาบาลคนหนึ่งพรวดพราดเข้ามาเสียก่อน
“อาจารย์หมอเพชรคะมีเคสฉุกเฉินค่ะ”
“ผมทราบแล้ว” ได้ยินเช่นนั้นเพชรไม่รอช้ารีบเดินตามเธอออกไปในทันที อย่างไรเสียชีวิตของคนไข้ก็สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด เพราะหากเขาช้าเพียงครึ่งก้าวนั้นเท่ากับว่านาทีชีวิตของคนป่วยเหล่านั้นต้องนับถอยหลังไปทุกขณะ
เพชรเดินมาหยุดอยู่ที่ห้องพักผู้ป่วยเด็ก ทว่าเมื่อเขามาถึงกลับเห็นว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ใกล้กับเตียงของผู้ป่วย เธอร้องห่มร้องไห้อย่างน่าเวทนา ทั้งยังคอยลูบศีรษะของเด็กน้อยอยู่ไม่ห่าง ทว่าเมื่อเธอเห็นแพทย์หนุ่มเข้ามาดวงตาแดงก่ำกลับมองมาทางเขาคล้ายกับมีความหวังเต็มเปี่ยม
‘ชะ...ช่วยเขา ช่วยเขาด้วย’
เพชรแน่นิ่งเขารู้โดยทันทีว่าหญิงตรงหน้าเขาไม่ใช่คนเพราะเธอคนนี้ไม่มีขา ทว่าเขาจะมัวมากลัวอยู่ตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด การช่วยชีวิตคนไข้สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด
“คนไข้โดนอะไรมา”
“คนไข้ไม่ได้สติ ก่อนหน้านี้บ่นว่าปวดท้องหนักมากค่ะ”
เพชรพรรณารายพยักหน้ารับ ใช้มือจับชีพจรและกดช่องท้องเพื่อดูอาการเบื้องต้น แน่ใจแล้วเขาจึงสั่งการออกมา
“เตรียมห้องผ่าตัดให้ผมด่วน!”
“ค่ะอาจารย์” เตียงผู้ป่วยถูกเข็นไปห้องผ่าตัดในทันที
‘ขอร้อง ช่วยเขา ช่วยลูกฉันด้วย’ เสียงยานคางว่าออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ดวงตาแดงก่ำจ้องมองเขาอย่างมีหวัง เธอใจจะขาดอยู่แล้วที่เห็นว่าลูกเป็นแบบนี้ทั้งยังทำอะไรไม่ได้เพราะเพียงเธอเป็นวิญญาณ
‘ขอร้อง หมอต้องช่วยเขา’ วิญญาณของหญิงสาวยกมือไหว้ขอร้องอ้อนวอนต่อศัลยแพทย์หนุ่มอย่างน่าเวทนา เพชรเม้มปากแน่นก่อนจะพยักหน้ารับ
